Kansai Trip

cover

กลับจากทริปเที่ยวแถบคันไซตั้งนาน เพิ่งมีเวลาได้มารีวิว

การเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งนี้ผมไปนานประมาณ 2 อาทิตย์โดยแบ่งการเดินทางออกเป็น 2 ช่วงคือ เก็บข้อมูลเขียนหนังสือที่โตเกียว และ เที่ยวแถบคันไซ

ช่วงนี้ที่ญี่ปุ่นเป็นฤดูใบไม้ผลิ คงเต็มไปด้วยสีชมพูหวานๆ จากดอกซากุระ แต่ที่ผมจะรีวิวนั้นเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ไม่เป็นไร ดูแผนเที่ยวไปแทนละกัน

แผนเที่ยวแถบคันไซที่ผมวางไว้ คือ 5 วันแต่ไปๆมาๆ ดันดูเวลาไฟล์ทกลับผิด เลยมีเวลาเที่ยวจริงๆจังๆ เพียงแค่ 4 วันเท่านั้น (ใครบินไฟล์ท แอร์เอเชีย อย่าลืมดูวันกลับดีๆล่ะ ว่าเทียงคืนของวันไหน)

แผนเที่ยวโอซาก้า

วันที่ 1 เดินทางมาโตเกียวมาถึงโอซาก้าช่วงบ่าย เดินเล่นแถวโอซาก้า
วันที่ 2 เที่ยวปราสาทฮิเมจิ + โกเบ
วันที่ 3 เกียวโต สะพานอะราชิยาม่า (Arashiyama) + ป่าไผ่ + วัดเทนริวจิ (Tenryuji Temple)
+วัดทอง(Kinkakuji)
วันที่ 4 เกียวโต ศาลเจ้าจิ้งจอก ( Fushimi Inari Shrine ) + วัดโทฟุคุจิ (Tofukuji ) + วัดน้ำใส (Kiyomizu dare ) ถ้ามีเวลาเหลือแนะนำให้เดินเล่นที่ย่านกิออน( Gion ) และ pontosho ต่อ 
วันที่ 5 นารา สวนสาธารณะนารา และวัดโทไดจิ (Todaiji) เดินทางกลับ
(ใครมีเวลาเหลือวันสุดท้ายเดินเที่ยวแถวโอซาก้า)

Pass ที่ใช้
ใช้ Kansai Thru Pass แบบ 3 วัน 5,200 เยน โดยจะใช้เดินทางไปเที่ยวปราสาทฮิเมจิ +โกเบ และเกียวโต ส่วนนาราใกล้ๆ ไม่ต้องใช้ pass ก็ได้
http://www.surutto.com/tickets/kansai_thru_english.html

ที่พัก
เราพักที่โอซาก้าเมืองเดียว แล้วนั่งรถไฟไปเที่ยวเมืองอื่นๆ กัน เพราะมีผู้ใหญ่ไปด้วย เลยไม่อยากย้ายที่พักบ่อยๆเราพักกันที่โรงแรมนานิวะ (Naniwa Hotel) อยู่ใกล้ๆกับย่าน Dotonburi เลยเดินเล่นหาของกิน ช้อปปิ้งได้เกือบทุกวัน

*** ผมรวบรวมข้อมูลก่อนการเดินทางเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีนั่งรถไฟเข้าเมือง passต่างๆ
รวมถึงรีวิวดีๆ เข้าไปอ่านได้ที่ link รวมข้อมูลเที่ยวภูมิภาคคันไซ

มาเริ่มกันเลย !

————————————————————————

วันแรกเราเดินทางจากโตเกียวมาโอซาก้า ด้วยสายการบิน Jetstar ในราคาที่ถูกกว่านั่งรถไฟ เพราะจองช่วงโปร ราคารวมแล้ว 3,830 เยนเท่านั้น เมื่อถึงสนามบิน ก็นั่งรถไฟดิ่งเข้าที่พักในทันที เราพักกันทีโรงแรมนานิวะ อยู่ห่างจากสถานี Nippombashi ประมาณ 500 เมตร และใกล้ย่าน Dotonburi และ Shinsaibashi ด้วย

_MG_3492_MG_3493

บรรยากาศยามเย็นบนถนนโดทงโบริค่อนข้างคึกคัก เพราะถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยร้านอาหารอร่อยมากมาย
ร้านต่างๆก็จะประดับประดาด้วยป้ายไฟหลากสี และ ตามอาคารหน้าร้านจะตกแต่งด้วยเอกลักษณ์ของร้านอันใหญ่ยักษ์ ไม่ว่าจะเป็นปลาปักเป้า ปลาหมึกยักษ์ หรือเกี๋ยวซ่า ซูชิชิ้นเบอเร่อ

_MG_3494

_MG_3504_MG_3501

บริเวณหน้าป้ายกูลิโกะ เป็นจุดที่คนมาถ่ายรูปกันเยอะมาก ใครมาก็ไม่พลาด ที่จะทำท่ายกขาและชูมือขึ้น

_MG_3510

ย่านนี้มีที่เที่ยวเยอะมาก หากเดินทะลุถนนโดทงบุริไปก็จะเจอกับถนนช้อปปิ้งชินไซบาชิ
ถนนเส้นยาวที่มีร้านรวงขนาบข้าง ถัดไปไม่ไกลก็จะเจอกับสถานีนัมบะ ไปเดินเล่นในห้างสวยๆอย่าง Namba parks ก็ได้

————————————————————————

วันที่ 2 เราออกเดินทางกันแต่เช้าเพื่อไปชมปราสาทฮิเมจิ โดยใช้ Kansai Thru Pass นั่งรถไฟไปลงสถานี Sanyohimeji จากสถานี Nipponbashi ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง

ปราสาทฮิเมจิหรือปราสาทนกกระสาขาวนั้น ตั้งอยู่ในเมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ เป็นปราสาทสีขาวสวย ติดอันดับ 1 ใน 3 ปราสาทที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกและสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นด้วย

_MG_3528

ฝาท่อเมืองฮิเมจิ

_MG_3538_MG_3564_MG_3678

บริเวณปราสาทจะรายล้อมไปด้วยกำแพงหินสูง และตามกำแพงจะมีรูเล็กๆสำหรับยิงธนูและปืนใส่ข้าศึก เป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของปราสาทแห่งนี้

_MG_3591_MG_3599

ด้านบนปราสาทจะเห็นวิวด้านนอกโดยรอบ เห็นต้นไม้ที่เหลือแต่กิ่งก้านนั้นมั้ย นั่นคือต้นซากุระที่รอเบ่งบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

_MG_3625

ด้านบนปราสาทจะมีศาลเจ้าเล็กๆตั้งอยู่ เป็นที่นับถือของชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

_MG_3649

 หลังจากที่เดินชมความสวยงามของปราสาทเสร็จเรียบร้อย เราก็นั่งรถไฟย้อนกลับไปเที่ยวเมืองโกเบ

โกเบ เป็นเมืองท่าสำคัญที่สุดในญี่ปุ่น มีการติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตกมาช้านาน อาหารที่ขึ้นชื่อ และห้ามพลาดเลยก็คือ “เนื้อโกเบ”

มาถึงที่ทั้งทีก็ไม่พลาดต้องลองชิมเนื้อโกเบสักหน่อย  ร้านที่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย ว่ามันอร่อยมากกในราคาไม่แพง ก็คือร้าน Steakland ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ สถานี Sannomiya

บอกเลยว่าร้านนี้รสชาติเนื้อนุ่มมากก เพราะมีมันแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างชั้น เลยรู้สึกนุ่มชุ่มฉ่ำ แม้ไม่ได้จิ้มกับซอสก็อร่อย แนะนำว่าถ้ามาช่วงกลางวัน ราคาจะถูกกว่ามื้อเย็นอีก

gopr3581-(0-03-13-13)gopr3581-(0-04-21-20)

เข้าไปดูรีวิวร้านได้ที่ http://goohiw.com/review-steak-land-kobe-japan/

ช่วงเย็นก็ไปเดินเล่นย่านไชน่าทาวน์ หากเดินทะลุไปหน่อยก็จะพบกับท่าเรือโกเบ มีหอคอยเหล็กกล้าสีแดง และชิงช้าสวรรค์ยักษ์ในฮาเบอร์แลนด์ เป็นเอกลักษณ์ของเมืองโกเบแห่งนี้

gopr3581-(0-00-09-03)gopr3581-(0-00-02-07)

————————————————————————

วันที่ 3 เรานั่งรถไฟจากโอซาก้ามาเที่ยวเกียวโตกัน จากสถานี Nippombashi ใช้เวลาเดินทางเพียง
1 ชั่วโมงเท่านั้น โดยใช้ตั๋ว Kansai Thru Pass เช่นเดิม นั่งมาลงที่สถานี Hankyu Arashiyama

ป.ล. ดูข้อมูลที่เที่ยว Arashiyama ได้ที่กระทู้นี้เลยละเอียดมาก  http://pantip.com/topic/31052616

สายฝนตกลงมาต้อนรับเราทันทีที่ออกจากสถานี ทำให้อากาศหนาวมากขึ้น แถมหมอกหนาปกคลุมจนมองยอดเขาไม่ค่อยชัดอีก จากสถานีรถไฟเดินมาไม่ไกลก็ถึง สะพานโทเง็ตซึเคียว

 

 

_MG_3705_MG_3701

สะพานโทเง็ตสึเคียว หรือนิยมเรียกว่า “Moon Crossing Bridge” เป็นเสมือนสัญลักษ์ของอาราชิยาม่า

_MG_3719

สีสันของต้นไม้บนยอดเขา เหมือนกับมีใครใช้พู่กันมาแต่งแต้มสีเล่น ตอนเราไปเที่ยวนั้นก็ช่วงต้นธันวาแล้ว
ทีแรกก็กลัวว่าใบไม้จะผลัดใบไปซะหมด แต่พอเห็นว่ามันยังคงมีบางต้นที่เปลี่ยนสีอยู่บ้าง ก็รู้สึกดี

_MG_3692

_MG_3725

ไฮไลท์ของการมาเที่ยวอาราชิยาม่าแห่งนี้คือการได้มานั่งรถไฟสายโรแมนติก หรือ Sagano Scenic Railway  เพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสีบนภูเขา เราต้องไปจองตั๋วที่สถานี Saga Arashiyama ใกล้ๆกับ สถานี JR

ราคาตั๋วเที่ยวละ : 620 เยน
เวลาทำการ : 1 มีนาคม – 29 ธันวาคม, หยุดทุกวันพุธ * ยกเว้นวันหยุดช่วงฤดูใบไม้ผลิ วันหยุดยาวปลายเดือนเมษายน-ต้นเดือนพฤษภาคม (Golden Week) วันหยุดช่วงฤดูร้อน และช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมีบริการเดินรถทุกวัน
รถเที่ยวแรกออกจากสถานีซากะ 9:07 น., รถเที่ยวสุดท้ายออกจากสถานีซากะ 17:07 น.

_MG_3745_MG_3741

เมื่อได้เวลาที่เราจองก็มาเข้าแถวเพื่อขึ้นรถไฟ

_MG_3757

นายสถานีโบกมือส่งผู้โดยสาร

ตู้รถไฟที่เหมาะแก่การ ชมวิวมากที่สุดคือตู้เบอร์ 5 เพราะจะไม่มีหน้าต่างกั้น ทำให้เราถ่ายรูปได้อย่างเพลิดเพลิน
_MG_3765
รถไฟจะวิ่งเลียบริมน้ำ ผ่านป่า ลอดอุโมงค์ วิวสวยตลอดเส้นทางเลย จะใช้เวลาประมาณ 25 นาที
_MG_3802_MG_3768
รถไฟจะวิ่งมาสุดสายที่สถานี Torokko Kameoka หากซื้อแบบไปกลับ ก็สามารถนั่งขบวนเดิมกลับได้เลย
แต่ถ้าซื้อเที่ยวเดียว ให้เดินมาประมาณ 500 เมตร มาที่สถานี umahori นั่งรถไฟของ JR สาย san-in line กลับไปได้ราคาประมาณ 200 เยน 
ส่วนใหญ่ถ้าอยากประหยัด ก็จะนั่ง JR มาก่อน แล้วนั่งรถไฟสายโรแมนติกกลับ หรืออยากเปลี่ยนบรรยากาศเป็นนั่งเรือกลับก็ได้นะ

รูปจากเวบไซต์ Japan-guide.com

ขากลับเรานั่งรถไฟ มาลงที่สถานี Torokko arashiyama เพื่อเดินผ่านวิวป่าไผ่ ป่าไผ่ที่นี้ไม่เหมือนกอไผ่บ้านเรา แต่จะเป็นไผ่ที่เรียกว่า running bamboo สูงมากๆ เหมือนกำลังเดินผ่านกำแพงไผ่เลย
_MG_3865_MG_3874.jpg
จากป่าไผ่ เราเดินมาเข้ามาชมวัดเท็นริวจิ (Tenryuji Temple) วัดเทนริวจินั้นเป็นวัดที่สำคัญยิ่งในเขตอาราชิยาม่า เป็นหนึ่งในวัดเซ็นที่ถูกบันทึกให้เป็นมรดกโลกค่าเข้าชม 500 เยน
_MG_3910_MG_3983_MG_3969_MG_3940

จากอาราชิยาม่า เรานั่งรถไฟต่อไปเที่ยววัดคิงคะคุจิหรือที่คนไทยรู้จักกันดีว่า วัดทอง

วิธีเดินทางจาก อาราชิยาม่า ให้นั่งรถไฟสาย keifuku line (randen) ไปลงที่สถานี katabira no tsuji
แล้วเปลี่ยนสายเป็น Kitano line ไปลงที่ B9 kitano hakubaicho

1457693652173
จากนั้นขึ้นรสบัสสาย 101/102/204/205 ไปวัดทอง
วัดคิงคะคุจิ หรือวัดทอง เป็นวัดที่เก่าแก่ ของเมืองเกียวโต เพราะความสวยงามของตัวอาคารสีทองอร่าม สะท้อนกับผิวน้ำ สวยเด่น เป็นเอกลักษณ์ จึงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก ให้มาชื่นชมความงามที่วัดแห่งนี้

_MG_4023_MG_4053

_MG_4034

ไม่ได้มีแต่นักท่องเที่ยวที่มาชมความงามเท่านั้น นักเรียนญี่ปุ่นเองก็มาทัศนศึกษาด้วย

————————————————————————

วันที่ 4 เรากลับมาเกียวโตอีกครั้ง แต่คราวนี้จะไปเที่ยวยังฝั่งตะวันออก เราเริ่มต้นกันที่ศาลเจ้าจิ้งจอกขาว หรือศาลเจ้าเสาแดง ตามที่คนไทยเรียกกัน แต่ชื่อจริงๆคือ Fushimi Inari Shrine

เรานั่งรถไฟมาลงที่สถานี Fushimi Inari และเดินข้ามมายังศาลเจ้า บริเวณหน้าทางเข้านั้นเต็มไปด้วย ร้านอาหาร และร้านขนม ให้เราได้ชิมนู้น ชิมนี้จนอิ่มท้องเลย
ศาลเจ้าฟุชิมิ อินารินั้นเป็นศาลเจ้าชื่อดังที่นักท่องเที่ยวต่างรู้จักกันดี หากใครได้ดูหนังเรื่องเกอิชาอาจจะคุ้นเคยกับศ่าลเจ้าแห่งนี้ โดยเฉพาะอุโมงค์โทริอิ หรือเสาประตูสีแดงนับพัน นับหมื่นต้น เรียงรายทอดยาวจากด้านล่างขึ้นไปถึงบนยอดเขาอินาริ เสาแต่ละต้นนั้นมาจากเงินบริจาคทั้งนั้น ต้นใหญ่ๆนี้มีมูลค่าสูงหลายล้านเยนเลย
_MG_4249
_MG_4264
หากมีเวลาน้อยเราไม่ต้องเดินจนสุดทางก็ได้ เพราะต้องใช้เวลา กว่า 2-3 ชั่วโมงถึงจะวนกลับมาครบ 5 กิโลเมตร
ส่วนใหญ่คนจะเดินไปจนถึงจุดชมวิว ที่เรียกว่า ทางแยกโยซึซึจิ ซึ่งจะเห็นวิวเมืองเกียวโตได้ แล้วก็เดินกลับมา
_MG_4289_MG_4279

ถัดจากนั้นเราก็มาเที่ยวกันต่อที่วัดโทฟุคุจิ โดยรถไฟสาย Keihen line นั่งจากสถานีเดิมไปลงยัง Tofukuji Temple และเดินต่อเข้าไปในวัด

_MG_4380

วัดโทฟุคุจิ เป็นวัดเซ็นขนาดใหญ่ มีชื่อเสียงในการชมใบไม้แดง จุดที่นิยมที่สุดคือ สะพานซุเทนเคียว ซึ่งเมื่อมองจากสะพานไปจะเห็นใบเมเปิ้ลสีแดงเต็มไปหมด เป็นวัดหนึ่งที่ผมแนะนำเลยว่าไม่ควรพลาด เพราะมันสวยมาก

ค่าเข้าชม 400 เยน

_MG_4396_MG_4434_MG_4474_MG_4577

 

เมื่อเดินถ่ายรูปใบไม้แดง จนจุใจก็ไปเที่ยวกันต่อที่วัดน้ำใส หรือวัดคิโยะมิซุ
วิธีการเดินทาง จากวัดโทฟุคุจิ เดินออกมายังป้ายรถเมลล์ นั่งสาย 207 แล้วลงป้าย kiyomizu michi

ทางเดินเข้าไปวัดเต็มไปด้วยร้านค้าและผู้คนแน่นขนัด เพราะวัดนี้เป็นอีกวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก
บริเวณวัด มีน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากน้ำตกโอโตวะ ไหลผ่านทำให้เป็นที่มาของชื่อ “วัดน้ำใส” นอกจากนั้นวัดนี้ยังได้ถูกบันทึกให้เป็นมรดกโลกจากองค์กรยูเนสโกด้วย

ค่าเข้าชม 300 เยน

_MG_4640

หากเดินอ้อมมาอีกฝั่งก็จะเห็นบริเวณตัวอาคารอย่างชัดเจน อาคารหลักของวัดทำด้วยไม้เกือบทั้งหลัง ตั้งอยู่บนเสาไม้ที่สูงถึง 13 เมตรจากพื้นดิน ตัวอาคารจะยื่นออกไปด้านนอกเห็นวิวที่สวยงาม

_MG_4695

บริเวณที่น้ำไหลลงมา จะมีคนรอต่อคิวเป็นจำนวนมาก เขาเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ดื่มแล้วจะโชคดี สายแรกดื่มแล้วจะประสบความสำเร็จด้านการศึกษา สายที่สอง สมหวังในความรัก สายที่ 3 สุขภาพแข็งแรง

ผมเคยมาเที่ยวตอนอยู่ชั้น ม.6 ตอนนั้นกำลังลุ้นกับคะแนนสอบ ว่าจะเอ็นท์ติดไม่ติด ผมดื่มน้ำสายแรกเข้าไป หลังจากนั้นก็ปรากฏว่าเอนท์ติดนะ ไม่รู้ว่าเพราะน้ำนี้จะช่วยให้สำเร็จ จริงรึเปล่า 555

_MG_4606_MG_4751

ช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตก แสงแดดจะตกกระทบกับตัวอาคาร ย้อมสีวัดนี้ให้ออกส้มๆ ดูสวยงามไปอีกแบบ

_MG_4755

_MG_4806_MG_4772

หากยังไม่มืดค่ำจนเกินไป ผมแนะนำว่าให้นั่งรถเมล์ไปเดินเล่นย่าน Gion และ Pontocho แถวนั้นมีของกินเยอะมาก

————————————————————————

วัดสุดท้ายเรามาเที่ยวกันที่่จังหวัดนารา เดิมเคยเป็นเมืองหลวงญี่ปุ่นก่อนที่จะย้ายไปเป็นเกียวโต และโตเกียว
เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยกวาง เลยมีมาสคอตประจำจังหวัดเป็นรูปกวาง ชื่อว่า “ชิกะมารุคุง”

_MG_4817

วิธีการเดินทาง แนะนำว่าให้มาสาย kintetsu นั่งมาลงที่ Kintetsu Nara จะเดินใกล้กว่า JR Nara อีก

_MG_4821

บริเวณสวนสาธารณะจะเต็มไปด้วยกวาง เราสามารถซื้อเซมเบ้ให้กวางกินได้ แพคละ 150 เยน

 _MG_4834_MG_4875
แต่ก่อนนั้นนารา เคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น ก่อนจะย้ายไปเมืองเกียวโต ที่นี้เลยทิ้งร่องรอยความรุ่งเรืองเอาไว้ อย่างเช่นวัดไทโดจิ วัดที่มีชื่อเสียงมากในเมืองนารา เป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นที่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ชื่อว่า ไดบุตสึเดน มีความสูงถึง 15 เมตร
ค่าเข้าชม 500 เยน
_MG_4915_MG_4916_MG_4921
_MG_4967
ปิดท้ายก่อนกลับ ด้วยการเดินช้อปปิ้งย่านการค้าใกล้สถานีนารา
หากเดินเรื่อยๆจนสุดทางจะพบกับร้านโมจิ Nakatanidou ร้านโมจิแชมเปี้ยน ที่จะโชว์การทุบแป้งโมจิกันสดๆหน้าร้าน ร้านนี้แป้งเหนียมนุ่มอร่อยมาก ไม่ควรพลาดจริงๆ
_MG_4978

ทริปนี้ผมวางแผนพลาดมาก เพราะตั๋วเครื่องบินขากลับออกเวลาประมาณ เที่ยงคืน ของวันที่ 6 ดังนั้นเราควรไปสนามบินตั้งแต่วันที่ 5 ทำให้ผมจองโรงแรมเกินไปหนึ่งวัน ยังโชคดีที่ผมนึกขึ้นมาได้ก่อน ไม่เช่นนั้นก็ตกเครื่องแล้ว

เลยเสียดายแผนวันสุดท้ายที่จะตลุยเที่ยวโอซาก้าแบบเต็มๆวัน

หากใครมีเวลาเที่ยวต่อ ผมขอแนะนำ ระหว่างเที่ยว Universal กับ เที่ยวในเมือง โดยใช้ Osaka Amazing Pass
เมื่อเราซื้อพาสแล้วก็ไม่ต้องเสียค่ารถไฟ ค่าเรือพาเที่ยว ค่าเข้าชมอีก ถ้าวางแผนดีๆก็คุ้มกับราคาแน่นอน

ขอให้เที่ยวให้สนุกกันนะครับ

————————————————————————

ถ้าชอบที่ผมรีวิว กด like กด share กันได้นะครับ

ติดตามการเดินทางใหม่ๆ หรือเข้าไปพูดคุยกันได้ที่

www.facebook.com/bakkupakka

Untitled-3

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s